สมัครสมาชิก GClub พรุ่งนี้ของ “ซุปเปอร์พาวเวอร์”

สมัครสมาชิก GClub

ความปราชัยที่เข้าสู่ทำเนียบสถิติโลก จากสโมสรระดับตำนานเปลี่ยนผ่านสู่กลุ่มทุนใหม่ พร้อมกับคำถามที่ว่า อนาคตในวันข้างหน้าของพวกเขาจะเป็นอย่างไร

สมัครสมาชิก GClub เวลาบนศึกโตโยต้า ไทยลีก ของ ซุปเปอร์พาวเวอร์ กำลังค่อยๆ นับถอยหลัง ลงไปทุกวัน

หากว่ากันตามทฤษฏีรอดตกชั้น (36-40 แต้ม) กับ 1 แต้มที่พวกเขามี และจำนวนนัดที่เหลืออยู่ 11 เกม อย่างน้อยที่สุด ซุปเปอร์พาวเวอร์ ต้องเอาชนะคู่แข่งในลีก ให้ได้ทุกนัด เพื่อเก็บเพิ่มเป็น 34 คะแนน และลุ้นให้ทีมอื่นสะดุดหัวทิ่มหัวตำ

ซึ่งว่าตามตรง คงไม่มีปาฏิหาริย์ใดๆ เกิดขึ้นที่ สนามกกท.บางพลี สมุทรปราการ คงรอแค่เวลาตกชั้นอย่างเป็นทางการเท่านั้น แม้ตอนนี้อาจจะยังไม่ใช่ ในทางนิตินัย แต่ในทางพฤตินัย เราคงจะไม่ได้เห็น “ซุปเปอร์พาวเวอร์” หรือ โอสถสภาฯ เดิม อยู่บนลีกสูงสุดต่อไปในซีซั่นหน้าแน่นอนแล้ว

ซุปเปอร์พาวเวอร์ สมุทรปราการ เอฟซี

ก่อนเริ่มออกสตาร์ท ฤดูกาล 2017 ปฏิเสธไม่ได้ว่าพวกเขาคือเต็งบ๊วย โดยปัจจัยความพร้อมด้านต่างๆ ที่น้อยสุด แต่คงไม่มีใครคิดว่า พวกเขาจะแพ้ติดต่อกันในลีก 22 นัด ตกรอบบอลถ้วย ด้วยน้ำมือ 2 ทีมจากลีกรอง รวมเป็น 24 เกมติดที่แพ้รวด (นับถึง 27 ก.ค. 2560) จนส่งให้ ชื่อบ๊วยทีมจากลีกสูงสุดไทย เข้าสู่ทำเนียบ สโมสรที่แพ้ต่อเนื่องมากสุดในโลก และไม่มีทีท่าว่าตัวเลขนี้จะสิ้นสุดเมื่อไหร่

ปัญหาหลักๆ และถือเป็นปัญหาใหญ่ของ ซุปเปอร์พาวเวอร์ฯ ที่ถูกสะสมมา ตั้งแต่ซีซั่นก่อน คือเรื่องเงินลงทุน ซึ่งคงต้องย้อนไปถึงต้นตอและที่มา…

เดิมที รายได้หลักของสโมสร มาจากเจ้าของสิทธิอย่าง บ.โอสถสภาฯ ต่อมา ทางโอสถสภาฯ ได้มอบสิทธิในการบริการจัดการแก่ กลุ่มซุปเปอร์พาวเวอร์ ที่เป็นเอกชนเข้าดูแล และถอยฉากตัวเองมาเป็นแค่สปอนเซอร์เจ้าหนึ่งเท่านั้น แต่ยังคงใช้ชื่อ “โอสถสภา เอ็ม-150 สมุทรปราการ” ลงทำการแข่งขันอยู่

ด้วยความที่ สโมสรแห่งนี้ มีภาพลักษณ์และถูกจดจำมาตลอดเกือบ 40 ปี ในฐานะทีมของเครื่องดืม เอ็ม-150 หรือ ทีมของผลิตภัณฑ์ในเครือโอสถสภาฯ จึงไม่แปลกที่ สปอนเซอร์รายอื่น ที่คิดจะมาลงทุน ย่อมรู้สึกว่า อาจไม่คุ้มค่า หากเทียบกับเม็ดเงินที่จ่ายสนับสนุนให้ทีมจังหวัด หรือทีมอื่นๆ บวกกับผลงานในหลายซีซั่นหลัง ที่พวกเขามักจมอยู่ครึ่งล่างของตาราง

เมื่อรายได้เข้ามาน้อย ไม่สอดคล้องกับรายจ่าย สำหรับทีมบนลีกสูงสุด ที่ต่างต้องถีบตัวเพิ่มเงินลงทุนสูงขึ้นทุกๆปี ส่งผลให้ โอสถสภาฯ ต้องเริ่มขายผู้เล่นกำลังหลัก

ซุปเปอร์ พาวเวอร์ – เสก โลโซ

และท้ายที่สุดในช่วงเลกสอง ปี 2016 ต้องหาทางออกด้วยการเปลี่ยนชื่อสโมสร-ฉายา-โลโก้ มาเป็น “ซุปเปอร์พาวเวอร์” เพื่อง่ายต่อหาผู้สนับสนุน และมีความเป็นเอกชนเต็มตัว โดยมีฐานแฟนบอลอยู่ย่านบางพลี สมุทรปราการ ก่อนที่จะรอดตกชั้นได้อย่างเหลือเชื่อในนัดที่ 31

ช่วงปิดฤดูกาลที่ยาวนานตั้งแต่ ตุลาคม 2559 – กุมภาพันธ์ 2560 ของ โตโยต้า ไทยลีก ฤดูกาลนี้ หลายทีมมีเวลาเตรียมทีมปรีซีซั่น เสริมนักเตะ เตรียมทีมมากกว่าทุกปี ต่างกับ ซุปเปอร์พาวเวอร์ ที่ใช้เวลาหมดไปกับเจรจากับกลุ่มทุนต่างๆ และเกือบจะลงเอยกับ กลุ่มทุนจากจังหวัด สมุทรสาคร ก่อนที่ดีลจะล่มในช่วงท้ายของเจรจา โดยรายละเอียดนั้น ได้ปรากฏไปตามหน้าสื่อ ของทั้งสองฝ่าย

เมื่อไม่สามารถขายสิทธิได้ทัน ห้วงเวลาที่เหลืออยู่ ก่อนเปิดฤดูกาล 2017 ทำให้ ซุปเปอร์พาวเวอร์ ต้องเร่งฟอร์มทีมใหม่หมด โดยใช้สนามเดิม และชื่อเดิมจากปีก่อน

สิ่งที่แตกต่างไปจากปีก่อน คือพวกเขาเสียนักเตะตัวหลักไปเกือบยกชุด อาทิ อภิภู สุนทรพนาเวศ, ศุภชัย ใจเด็ด, ภัทร ปิยภัทร์กิติ, ฉัตรชัย ุบตรพรมฯ เหลือแต่บรรดาแข้งเก่า ที่ยังไม่ได้ย้ายไปไหนไม่กี่ราย ผสมกับนักเตะใหม่ ที่ส่วนใหญ่เป็นแข้งฟรีเอเยนต์ ทั้งจากไทยลีก, ด.1- ด.2 โดยมี ร็อกเกอร์ชื่อดัง ”เสก โลโซ” เสกสรรค์ สุขพิมาย เจ้าของเครื่องดื่มชูกำลัง โลโซ-ดี เข้ามาเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนทีม

เฉลิมวุฒิ สง่าพล

แม้จะได้กุนซือที่ผ่านชั่วโมงบินสูงในไทยลีกอย่าง “โค้ชหนุ่ย” เฉลิมวุฒิ สง่าพล มาเข้าคุมทีม แต่ต้องยอมรับว่า การปรีซีซั่นแบบกระชั้นชิดไม่กี่สัปดาห์ ส่งผลต่อผลงานในสนามอย่างเห็นได้ชัด โค้ชหนุ่ย พาทีมเก็บได้แค่ 1 แต้มจาก 5 นัดแรก นำมาซึ่งการประกาศลาออก เพื่อรับผิดชอบผลงาน แล้วส่งไม้ต่อแก่ เจสัน วิธ จนมาถึง อภิสิทธิ์ ไข่แก้ว อดีตผู้ช่วยเฮดโค้ชทีมชาติ มาทำหน้าที่ในปัจจุบัน

ความจริงตัวผู้เล่นของซุปเปอร์ เองก็ไม่ได้ถึงกับขี้ริ้วขี้เหร่ หลายคนอย่าง เอกพันธ์ อินทเสน, ศักดิ์ดา เจิมดี, โชคลาภ นิลแสง, ทนงศักดิ์ พันภิพันธ์, ลูเบน นิโครอฟ, แซดนีย์, โคเมน็องฯ ต่างเคยผ่านไทยลีกมาอย่างโชกโชน

เอกพันธ์ อินทเสน

ถ้าเทียบกันจริงๆ ชื่อชั้นนักเตะของเดอะ พาวเวอร์ ก็ไม่ได้แตกต่างกับ ทีมอย่าง ไทยฮอนด้า, อุบล หรือ สระบุรี เอฟซี, สมุทรสงคราม เอฟซี ในอดีตเท่าไหร่นัก เพียงแต่การเปลี่ยนแปลงโค้ชถึง 3 คน ในห้วงเวลา 18 นัด ต่างหากที่ทำให้ทีมยังหาจุดลงตัวไม่เจอสักที

ในช่วงเลกแรก หากได้ชมเกมของ ซุปเปอร์พาวเวอร์ พวกเขาก็ไม่ใช่ทีมเล่นแบบไม่มีทางสู้ หลายๆนัดสามารถต่อกรกับคู่แข่งได้สูสี 10 เกมแรก พวกเขาออกนำคู่แข่งได้ถึง 4 ครั้ง แถมบางเกมที่แสดงให้เห็นลูกฮึด จากเคยถูกท่าเรือนำก่อน 4-0 ก็สามารถทำประตู ไล่คืนมาเป็น 4-3 ได้ก่อนพ่ายไป 5-3

แต่การปรีซีซั่นที่น้อย และเปลี่ยนโค้ชบ่อย ทำให้นักเตะและโค้ชที่ต้องมาทำความเข้าใจกันใหม่หมด ส่งผลให้ช่วงเลกสอง ผลงานของ ซุปเปอร์พาวเวอร์ ดิ่งลงเหวแบบยังไม่เจอก้น (เลกสองแข่ง 7 นัดเสีย 40 ประตู เฉลี่ยเสียนัดละ 5.7 ลูก ต่างจากเลกแรก 17 เกม เสีย 51 ประตู เฉลี่ยเสียนัดละ 3.0 ลูก)

บางกอกกล๊าส เอฟซี – ซุปเปอร์ พาวเวอร์ สมุทรปราการ

เมื่อยิ่งแข่ง ยิ่งแพ้ ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ผลงานเหล่านั้น จะเข้ามาบั่นทอนจิตใจ และทำให้ ความมั่นใจการเล่นฟุตบอลของผู้เล่นภายในทีมหดหายไป หลายเกมที่น่าจะกลับมาได้ ก็กลับไม่ได้ หลายเกมที่โดนยิงเร็ว ก็ทำให้พวกเขากลับมาสู่เกมไม่ได้เลย

ลองคิดเล่นๆ หากคนเราทำงานผิดพลาดมา 4 เดือนติด ไม่ชนะ ไม่ใครมา 20 กว่าเกม คงเป็นเรื่องยากมากที่จะสร้างความมั่นใจให้กลับมาได้ ขณะเดียวกัน ซุปเปอร์พาวเวอร์ พาตัวเองมาอยู่ในจุดที่ ทีมคู่แข่ง ทุกทีมต้องเน้น เพราะไม่มีใครอยากได้ชื่อว่าเป็นทีมแรกที่ปราชัยต่อพวกเขา ดังนั้นทุกเกมที่พวกเขาลงเล่นจึงมีทั้งความกดดัน ความผิดหวัง และหลายสิ่งๆที่ต้องแบกรับไว้

แต่ในช่วงเวลาที่วิกฤติและยากลำบากของสโมสร “กองเชียร์ เดอะ พาวเวอร์” ก็ยังคงปักหลักสนับสนุนทีม ส่งเสียงตะโกนเชียร์ โบกธงไม่มีหยุด ทั้งเกมเหย้าและเยือน โดยไม่สนใจว่า สโมสรจะอยู่อันดับใดของตาราง, แพ้มาแล้วกี่นัด – ในวันที่ฟุตบอลวัดที่ความสำเร็จ และทุกทีมต่างประสบปัญหาเรื่องของยอดผู้ชมที่ลดลง แต่กองเชียร์กลุ่มนี้ยังคงอยู่

“กองเชียร์เรามีกันไม่มากถ้าเทียบกับทีมอื่น แต่ตราบใดที่นักฟุตบอลยังวิ่งอยู่ เราก็จะไม่หยุดเชียร์ อย่างน้อยเวลานักบอลมองขึ้นมา ก็ยังเห็นว่า เรายังคงเชียร์พวกเขาอยู่นะ เรามีคนน้อย แต่เราก็ใช้การโบกธงที่ไม่หยุด ร้องเพลงไม่หยุด สื่อให้พวกเขาเห็นว่า เราไม่ทอดทิ้งพวกเขานะ” แฟนบอลท่านหนึ่งเคยเล่าให้ผู้เขียนฟัง ถึงเหตุผลที่ยังคงเชียร์ทีมนี้ต่อไป

ซุปเปอร์ พาวเวอร์ – แบงค็อก

ไม่มีใครรู้ว่าวันข้างหน้า สโมสรแห่งนี้จะไปไหนในทิศทางใด? หลังจาก ซุปเปอร์พาวเวอร์ฯ ได้กลุ่มทุนใหม่เป็น นักธุรกิจจากจังหวัดเพชรบุรี นำโดย “บิ๊กโอ” ปกรณ์ คล้ายเพ็ชร โดยมีการคาดการว่าใช้เงินราว 40 ล้านบาทในเทคโอเวอร์สโมสร พร้อมตั้งเป้านำทีมระดับตำนานแห่งนี้ กลับมาสู่ความยิ่งใหญ่ภายใน 3 ปี

พวกเขาจะยังคงใช้ สนามเดิมที่ กกท. บางพลี ตามสัญญา MOU ที่ยังเหลืออยู่ แล้วเพิ่มเงินลงทุน เพื่อต่อสู้ในลีกพระรองฤดูกาลหน้า หรือย้ายถิ่นฐานไปยัง จังหวัดของกลุ่มนายทุนใหม่ ยังไม่มีใครรู้?

“เมืองเพชร” ตอนนี้ยังไม่มีทีมฟุตบอลภายในจังหวัด ความต้องการของคนในพื้นที่ น่าจะมีไม่น้อย หลังจาก เพชรบุรี เอฟซี ที่สิทธิ์เป็นของ ส.กีฬาจังหวัด ได้งดส่งทีมเข้าร่วมการแข่งขัน มาเป็นเวลา 2 ปีแล้ว

แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะ จ.เพชรบุรี มีสนามกีฬา พร้อมใช้แข่งขันระดับลีกภูมิภาค แค่ 2 แห่งเท่านั้น และในอดีต ศุลกากร ก็เคยมีความพยายาม ในการย้ายถิ่นฐานมายัง เพชรบุรี แต่ต้องล้มเลิกโครงการไปเนื่องจากสนามที่ยังไม่ได้มาตรฐาน

ซุปเปอร์ พาวเวอร์ สมุทรปราการ

อย่างสนามแรก สนามกีฬาดอนคาน คงต้องใช้งบปรับปรุงสูงมาก เพราะไฟสนาม พื้นสนาม หรือสาธารณูปโภคภายในสนาม ยังไม่ได้ตามเกณฑ์ไทยลีก ส่วนสนามเทศบาลอำเภอท่ายาง อาจไม่มีปัญหาเรื่องพื้นสนาม แต่มีอัฒจันทร์ เพียงฝั่งเดียว และต้องทุ่มเงินมหาศาล ในการเนรมิตใหม่หมด ทั้งไฟ สาธารณูปโภคต่างๆ เพื่อให้ผ่านเกณฑ์ของการแข่งขัน

ดังนั้นเรื่องการย้ายสนามไปแข่งที่เมืองเพชร ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆที่จะทำได้ ที่สำคัญทั้งสองสนาม เป็นของภาครัฐ ไม่ใช่ภาคเอกชน การปรับปรุงหรือต่อเติม ก็ยิ่งเป็นเรื่องยากเข้าไปอีก ทั้งการเจรจา และการลงทุนเม็ดเงิน ที่แต่ละสนามไม่น่าต่ำกว่า 8 หลัก

อย่างไรก็ดี หากมีการย้ายถิ่นฐานจริง ก็คงเป็นเรื่องน่าเสียดายไม่น้อย สำหรับแฟนบอล เดอะ พาวเวอร์ สมุทรปราการ เพราะความรักและศรัทธาที่พวกเขามีต่อทีม มันเป็นสิ่งที่ ไม่ว่าจะคุณมีเงินมากเพียงใด ก็ไม่สามารถซื้อได้

แต่ในอีกมุม ก็ต้องให้เกียรติแก่การตัดสินใจของกลุ่มทุนที่ก้าวเข้ามารับเผือกที่ร้อนที่สุดก้อนหนึ่งในวงการฟุตบอล ไม่ว่าพวกเขาจะเลือกให้สโมสรเก่าแก่แห่งนี้ ปักหลักสู้ที่ชัยภูมิเดิม หรือลาจากเพื่อหรือลาจากเพื่อเริ่มต้นใหม่

จนกว่าเสื้อสีเหลืองตัวนี้จะโบกมือลาลีกสูงสุดเมื่อจบฤดูกาล และจนกว่าจะพบกันใหม่ ไม่ว่าในชื่อใดก็ตาม